Siam Capital

Nov 16

สนใจ ทัวร์ต่างประเทศ เชิญได้ที่ etravelway

ความโรแมนติกของฤดูใบไม้ร่วงใน นิวอิงแลนด์

ความโรแมนติกของฤดูใบไม้ร่วงใน นิวอิงแลนด์ (Lisa)

สีสันของธรรมชาติยามผลัดเปลี่ยนฤดูกาล งดงามราวกับชีวิตกำลังแต่งแต้มความสุขนิยามใหม่ฉันใดก็ฉันนั้น

เมื่อใดที่พูดถึงป่าผลัดใบต้องยกนิ้วให้รัฐทั้งหกของนิวอิงแลนด์ ซึ่งงดงามชนิดหาที่ใดเหมือน ขอนำพาคุณไปทำความรู้จักกับสวรรค์สีทองของนัก เดินทางผู้รักธรรมชาติ

จุดหมายปลายทางของเที่ยวบินคือสนามบินโลแกน ของนครบอสตัน และในตอนค่ำของวันเดียวกันเราก็ได้นั่งอย่างสุขสบายที่ด้านหน้าเตาผิงของ โรงแรม และฟังผู้ชายจากเผ่าโมฮอว์กเล่าเรื่องการผจญภัยในฤดูร้อนของอินเดียนแดง เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับนักล่าแห่งผาสูง ที่ล้มหมียักษ์ในฤดูใบไม้ร่วง แล้วเลือดของมันไหลชะโลมลงดิน และแต่งแต้มสีป่าจนเป็นสีแดง

ความงดงามดุจภาพวาดของรัฐเมน

การผจญภัยที่สนุกสนานในแผ่นดินนิวอิงแลนด์ที่กว้างใหญ่  เริ่มต้นด้วยการล่องเรือแคนูที่ทะเลสาบมูสเฮด (Moosehead Lake) ในเขตอุทยานแบ็กซ์เตอร์ (Baxter State Park) หรือการเดินเที่ยวชมป่าท่ามกลางธรรมชาติที่โรแมนติกในอุทยานแห่งชาติอะคาเดีย (Acadia National Park) แล้วปิดท้ายด้วยการเดินชมเมืองที่สวยงามของแคมเดน (Camden)

ทัวร์นิวแฮมไซร์

บนถนนสายฝัน แคนคามากัส ไฮเวย์ (Kancamagus Highway) ที่สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้เล็กใหญ่ผลัดใบเป็นสีแดง เหลือง และสีทอง ถนนสายนี้อยู่ในเขตป่าของเทือกเขาไวต์ (White Mountains)

เวอร์มอนต์ในความฝัน

ที่เมืองวอลเดน (Walden) และเพลนฟีลด์ (Plainfield) จะมีงานพาเหรดจัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองฤดูใบไม้ร่วงในทุกปี กิจกรรมอีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจคือ การเยี่ยมชมฟาร์ม โดยเฉพาะที่มอร์ส ฟาร์ม (Morse Farm)มีการสาธิตวิธีสกัดน้ำเชื่อมไซรัปจากต้นเมเปิ้ล และที่น่าสังเกต เราสามารถมองเห็นสะพานคลุมหลังคา (Covered Bridge) หรือ “สะพานคู่รัก” สัญลักษณ์ของความโรแมนติกอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่ง

ย้อนความหลังที่แมสซาชูเซ็ตส์

เราเดินทางตามรอยอินเดียนแดงไปตามเส้นทางโมฮอว์ก  เทรล (Mohawk Trail) ถนนของนักฝัน เสน่ห์อันงดงามในอดีตรอเราอยู่ที่หมู่บ้านโอลด์ สเตอร์บริดจ์ วิลเลจ (Old Sturbridge Village) ที่ซึ่งยังคงสภาพและบรรยากาศแบบยุคต้นศตวรรษที่ 19 ไว้ได้เหมือนเดิม

ช้อปปิ้งในคอนเน็กติกัต

รถไฟสายวัลเลย์ เรลโรด (Valley Railroad) เมื่อได้ร่วมเดินทางไปกับรถไฟสายนี้ ก็รู้สึกได้ถึงการเดินทางที่ยากจะลืม มันเป็นขบวนรถไฟหัวจักรไอน้ำจากปี ค.ศ.1920 ที่แม้ดูเก่าแต่อบอุ่นสะดวกสบาย หลังจากนั้นถึงเวลาช้อปปิ้งที่วอเตอร์เบอรี่ (Waterbury) ซึ่งมีร้านขายของเก่าและของที่ระลึกมากกว่า 50 ร้าน ให้เลือกซื้อเป็นของฝากติดกระเป๋า

ดื่มด่ำห้วงทะเลที่ โรด ไอซ์แลนด์

ที่รัฐนี้เต็มไปด้วยหมู่บ้านประมงขนาดเล็ก ที่พักแบบ สไตล์วิกตอเรียน อีกทั้งยังมีภาพพระอาทิตย์ตกดินที่งดงามและโรแมนติกให้ทัศนาปิดท้ายด้วยเมนู กุ้งก้ามกรามอาหารจานเด็ด ก่อนอำลาจากทริปนิวอิงแลนด์อันแสนสุข

Nov 3

http://www.tutoronline.co.th/lifestyle/images/news/770725430.jpg

หาดทรายขาว : เป็นชายหาดที่ยาว และขาวสะอาด จึงได้ชื่อว่า หาดทรายขาว และได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก ที่พักบนหาดทรายขาวส่วนใหญ่ จะเป็นที่พักราคาประหยัด หาดทรายขาว ยังมีถนนราดยางอย่างดี ขนานยาวไปกับชายหาด เชื่อมถึงหาดอื่นๆ ยามค่ำคืน ปรากฏสีแสงของร้านอาหาร ร้านเหล้า ผับเล็กๆ ชายหาด เล่นน้ำได้ตลอดแนว ที่หาดทรายขาว นักท่องเที่ยวยังสามารถเช่าจักรยาน หรือมอเตอร์ไซค์ ขี่เล่นได้ หาดทรายขาว ยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามมากแห่งหนึ่งบน เกาะช้าง

Oct 16

สนใจ ทัวร์ต่างประเทศ เชิญได้ที่ etravelway

ชิราคาวา-โก

“ชิราคาวา-โก” หมู่บ้านในตำนาน (เดลินิวส์)

ภาพหมู่บ้านหลังคามุงหญ้าที่มีเพียง 10 หลังคาเรือน ซึ่งซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางหุบเขาที่มีหิมะปกคลุมเกือบตลอดทั้งปี อาจเหลือเพียงแค่ความทรงจำ เพราะสภาพอากาศที่เลวร้ายซึ่งส่งผลต่อการดำรงชีวิต ทำให้กลุ่มชนชาวไฮคิ (Heiki) ที่เคยอพยพจากเกียวโต ซึ่งมีฐานะเป็นเมืองหลวงในขณะนั้น ตัดสินใจทิ้งถิ่นฐานอีกครั้ง

ณ ที่ราบเชิงเขาฮาคูซานอันศักดิ์สิทธิ์ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ตัดสินใจที่จะซื้อที่ดินในบริเวณนี้ไว้ ด้วยความตั้งใจที่จะอนุรักษ์ธรรมชาติให้คงอยู่ โดยจัดตั้งสถาบันสิ่งแวดล้อมโตโยต้าชิราคาวา-โกขึ้น โดยได้รับแรงบันดาลใจจากชื่อหมู่บ้าน แม้จะอนุรักษ์ผืนป่าโดยรอบเอาไว้แต่หมู่บ้านเล็ก ๆ ตรงนั้นกลับเหลือเพียงตำนาน แต่ใช่ว่าบ้านโบราณแบบที่เคยเห็นในการ์ตูนญี่ปุ่นแนวย้อนยุคจะไม่มีหลงเหลือ ให้เห็น

ท่ามกลางเทือกเขาแอลป์ของญี่ปุ่น ห่างจากเมืองทาคายามาไปราว 50 กิโลเมตร ที่นี่คน 600 คน ยังคงใช้ชีวิตในหมู่บ้านที่ชื่อโอกิมาชิ (Ogimachi) ส่วนหนึ่งของชิราคาวา-โก ที่อยู่ริมแม่น้ำโชกาว่า (Shogawa) ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกที่มีชีวิตเมื่อปี ค.ศ. 1995 โดยมีบ้านแบบญี่ปุ่นกลางใหม่กลางเก่ากับบ้านแบบกัสโชสึคุริ (Gassho-zukuri) ผสมปนเป กันอยู่

บ้านแบบกัสโชสึคุริ เป็นบ้านชาวนาโบราณที่มีอายุมากกว่า 250 ปี คำว่า “กัสโช” มีความหมายว่า พนมมือ ซึ่งเป็นการบ่งบอก ถึงลักษณะรูปแบบของบ้านที่มีหลังคามุงด้วยฟางข้าวชันถึง 60 องศา คล้ายสองมือที่พนมเข้าหากัน ตัวบ้านมีความยาวประมาณ 18 เมตร และมีความกว้าง 10 เมตร สร้างขึ้นโดยไม่ใช้ตะปู

เพราะมีองค์ประกอบหลักของบ้าน  แต่ละหลังเป็นไม้และฟางข้าว สิ่งที่ควรระวังเป็นอันดับหนึ่งของชุมชนนี้ก็คือเรื่องไฟ และการสูบบุหรี่ถือเป็นหนึ่งในข้อห้ามเช่นเดียวกับการจุด พลุ เพราะบ้านแต่ละหลังจะต้องต่อสู้กับศัตรู 3 แบบคือ การเสื่อมโทรมตามกาลเวลา ไฟ และหิมะ

การร่วมแรงร่วมใจกันซ่อมแซมหลังคาจากผู้คนในหมู่บ้านซึ่งเรียกกันว่า ยูอิ (Yui) เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตผู้คนที่อาศัยอยู่ในชิราคาวา-โก เพราะนี่คือหนึ่งในปัจจัยที่จะรักษามรดกโลกอันล้ำค่านี้ไว้ หลังฤดูเกี่ยวข้าวสิ้นสุดลงก่อนที่ท้องฟ้าอันสดใสและอากาศกำลังเย็นสบายของ ฤดูใบไม้ร่วงกำลังจะผ่านเข้าสู่ฤดูหนาว พวกเขาจะลงแรงกันอย่างแข็งขันเพื่อเปลี่ยนหลังคาให้เสร็จภายใน 4 วัน โดย 3 วันแรกจะเป็นการถอดเอาหลังคาเก่าออก และจะใส่หลังคาใหม่เสร็จภายในเวลาเพียง 1 วัน

ขณะที่การระวังไฟจะมีการแต่งตั้งหน่วยลาดตระเวนออกตรวจตรารอบ ๆ บริเวณหมู่บ้านอยู่อย่างสม่ำเสมอ และในบางครั้งการฉีดน้ำด้วยสปริงเกอร์ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งจำเป็นของหมู่บ้าน แห่งนี้ แม้ว่าจะอยู่ท่ามกลางหุบเขาที่แวดล้อมด้วยความชุ่มชื้นจากผืนป่า และละอองน้ำจากสายน้ำสีเขียวมรกตที่อยู่เบื้องล่าง

ส่วนในช่วงฤดูหนาวภายใต้ภาพความสวยงามของหมู่บ้านที่อยู่ท่ามกลางหิมะขาว โพลนนั้น นี่กลับเป็นอีกห้วงเวลาที่ชุมชนต้องต่อสู้กับธรรมชาติ ในช่วงเดือนธันวาคมถึงมีนาคม ท่ามกลางหิมะที่ปกคลุมหนาถึง 2-3 เมตร พวกเขาจำเป็นต้องปีนขึ้นไปบนหลังคาเพื่อกวาดหิมะลงมาเพื่อไม่ให้มันมาเกาะ แน่นจนทำให้หลังคาฟางข้าวกลายสภาพเป็นน้ำแข็ง

แต่ใช่ว่าจะมีแต่การต่อสู้กับสภาพอากาศอันหนาวเหน็บเท่านั้น ใน ช่วงเวลาเดียวกันนี้โดยเฉพาะในคืนวันเสาร์ของเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ หมู่บ้านแห่งนี้จะเปิดไฟที่ประดับตกแต่ง เพื่อเผยให้เห็นมนต์เสน่ห์แห่งความ สวยงามในยามค่ำคืน

ขณะที่กระแสลมแรงขนาดไต้ฝุ่นหรือน้อยกว่าไม่เคยส่งผลกระทบต่อหมู่บ้านที่ ตั้งอยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำ เพราะบ้านเรือนที่ตั้งโดยหันหลังคาไปทางทิศตะวันตกและตะวันออกนั้น จึงทำให้ปลอดภัยจากกระแสลมที่พัดจากเหนือลงใต้ไปตามลำน้ำ

ก่อนศตวรรษที่ 16 ในบริเวณนี้ เคยมีบ้านแบบกัสโชเพียง 50 หลัง จนมาถึงช่วงปลายสมัยเอโดะเพิ่มขึ้นเป็น 80 หลัง ก่อนจะเพิ่มขึ้นรวมกันแล้วกว่า 100 หลังในช่วงกลางสมัยเมจิ โดยมีถนนสายเล็ก ๆ เชื่อมโยงหมู่บ้านทั้งหมดไว้ด้วยกัน จนในปี ค.ศ. 1890 รัฐบาลญี่ปุ่นได้ตัดถนนมายังหมู่บ้านแห่งนี้ นับตั้งแต่นั้นแบบสไตล์ญี่ปุ่นแบบใหม่ก็เริ่มเกิดขึ้น ปัจจุบันมีบ้านแบบกัสโชดั้งเดิมอยู่ในเขตชิราคาวา-โกทั้งสิ้น 113 หลัง และบ้านสไตล์ญี่ปุ่นอีก 329 หลัง

การเยี่ยมเยือนโอกิมาชิแบบผ่านมาแล้วก็ผ่านไปเพียงครึ่งวันหรือหนึ่งวัน อาจไม่ทำให้สัมผัสความงดงามของหมู่บ้านนี้ได้เต็มที่ หลาย คนจึงเลือกที่จะพักค้างคืนในหมู่บ้านอันเงียบสงบเพื่อใช้เวลาในการสำรวจ ชีวิตและ ความเป็นไปที่ยังคงอยู่ราวกับเข็มนาฬิกาไม่เคยหมุน แต่หากมีเวลาเพียงเล็กน้อย บ้านวาดะเกะ (Wadake) บ้านฟูรูซาโต (Furusato) และวัดเมียวเซนจิ ซึ่งสร้างขึ้นจากไม้และฟางข้าวเช่นกัน น่าจะเป็นจุดสำคัญที่ต้องแวะเข้าไปเยี่ยมชม แม้ว่าอาจจะต้องจ่ายค่าเข้าชมอีกคนละ 300  เยนก็ตาม

นอกจากค่าเที่ยวชมแล้ว บางคนอาจต้องสลายเงินเยนไปกับของที่ระลึกน่ารักสไตล์ญี่ปุ่น ซึ่งมีขายเฉพาะในเขตนั้น ๆ ไอศกรีมหลากหลายรสที่มีโมเดลคอยยั่วยวนให้น้ำลายหก หรือ เต้าเจี้ยวหมักหมูย่างบนใบไม้ สูตรเฉพาะของชิราคาวาที่มีโอกาสได้ลิ้มลอง

Oct 14

สนใจ ทัวร์ต่างประเทศ เชิญได้ที่ etravelway

เที่ยวเกาหลี ไม่มีเกาเหลา (กรุงเทพธุรกิจ)

ไทยกับเกาหลีใต้ เพิ่งสถาปนาความสัมพันธ์ อย่างเป็นทางการมากว่า 50 ปีนี้เอง แต่ก่อนหน้านั้นไทยเคยส่งทหารไปร่วมรบในสงครามเกาหลี ภายใต้กองกำลังสหประชาชาติ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และยุติส่งกำลังทหารไปเกาหลีใต้ในปี 2515 เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งได้สงบลงแล้ว

ใน ระยะหลังมานี้วัฒนธรรม ส่งออกจากเกาหลีใต้เป็นที่นิยมในประเทศไทยอย่างมาก ทั้งภาพยนตร์ ละคร เพลง แม้กระทั่งการแต่งกาย ขณะเดียวกันเกาหลีใต้ก็เป็นจุดหมายยอดนิยมแห่งหนึ่งของนักเดินทางจากไทย

เกาหลีใต้ มีวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อันยาวนาน มี “กรุงโซล” ตั้งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำฮานกังเป็นเมืองหลวง กรุงโซลแห่งนี้เองได้ผสมผสานทั้งความเก่าแก่และความทันสมัยไว้ด้วยกันอย่าง ดี

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนกรุงโซล ส่วนใหญ่มักทำความรู้จักกับสถานที่สำคัญหลายแห่ง ทั้ง พระราชวังเคียงบ็อก หมู่พระราชวังชางด็อกกุง พิพิธภัณฑ์ วัดเก่าๆ หลายแห่ง รวมทั้งทำเนียบประธานาธิบดี หรือ เดอะ บลู เฮาส์  ซึ่งหากจะชมทัศนียภาพมุมสูงของเมืองก็ต้องใช้บริการเคเบิลคาร์

สำหรับ นักท่องเที่ยวแบบ แบ็คแพ็คเกอร์ที่มีเวลามากอาจเดินทอดน่องเที่ยวชมตลาดนัมแดมุน ซึ่งมีทั้งของสดและของแห้ง ประเภทเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย ให้เลือกซื้อ ส่วนตลาดทงแดมุน อยู่ติดกับสนามกีฬาโอลิมปิก ก็เป็นตลาดกลางคืนที่ได้รับความนิยมอย่างมาก

การ เดินทางไปเกาหลีต้องวางแผน ล่วงหน้า เตรียมเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับอากาศ วางแผนทั้งการเดินทาง ที่พัก และอาหารการกิน ซึ่งปัจจุบันนี้มีวัดหลายแห่งเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวเข้าไปพักอาศัย เรียนรู้วัฒนธรรมวิถีพุทธไปในตัว

Oct 9

Fast Train to London (Front)

ใครที่หมายมั่นปั้นมือ จะไปเยือนกรุงลอนดอน โปรดทราบ…โลกกลม ๆ ใบนี้เล็กลงขึ้นทุกวันการจะโบยบินไปทำฝันให้เป็นจริงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อ ไป แค่มีใจกับเวลาไม่กี่วัน (บวกตังค์ติดกระเป๋าอีกนิดหน่อย) คุณก็สามารถไปทำเก๋เป็นลอนดอนเนอร์กับเขาได้แล้ว
การเดินทาง


สายการบินที่บินตรงกรุงเทพ-ลอนดอน มีให้เลือกหลากหลาย รักใครชอบบริการสายการบินไหนก็เลือกตามสะดวก ลอนดอนมีสนามบินใหญ่ ให้เลือกว่าจะลงที่ London Heathrom หรือ Gatwick ซึ่งทั้ง 2 แห่งมีรถไฟสายตรงเข้าลอนดอน แต่ขอแนะนำ Gatwick นอกจากจะไม่จอแจวุ่นวาย เหมือน Heathrom แล้ว ยังอยู่ใกล้เมืองกว่าอีกด้วย และที่ชอบที่ซู๊ดคือค่าตั๋วเครื่องบินจะถูกกว่าถ้าเลือกลงที่นี่พอลงเครื่อง ปุ๊บ ก่อนจากแอร์พอร์ต ก็อย่าลืมมองหาบู้ธ Information ที่มีโบร์ชัวร์รายละเอียด สถานที่ท่องเที่ยวตารางการเดินรถ ทั้งรถเมล์ รถไฟ เป็นประโยชน์ ช่วยร่นเวลามากทีเดียว

เที่ยวไหนในลอนดอน


แหล่ง ท่องเที่ยวในลอนดอนมีอยู่ยุ่บยั่บไปหมด ประมาณว่าถ้าจะเที่ยวให้ทั่วต้องอยู่ซัก 5-7 วันขึ้นไป และถ้าไม่อยากหมดตัวเพราะค่าแท็กซี่ ควรอย่างยิ่งที่จะหาชื้อ Travel Card บัตรโดยสารที่ใช้ได้ทั้งรถเมล์ และรถไฟใต้ดินที่ลอนดอนเนอร์เขาเรียกกันว่า Tube บัตรนี้เริ่มใช้ได้ตั้งแต่เก้าโมงครึ่งไปจนถึงเที่ยงคืน สนนราคาก็เริ่มตั้งแต่สี่ปอนด์ครึ่งจนถึงหกปอนด์ และเพื่อไม่ให้เสียชื่อเมืองที่มีค่าครองชีพแพงสุดในยุโรป ราคาที่ว่านี่จึงเป็นแบบวันต่อวัน ไม่ใช่สามวันห้าวันอย่างเมืองอื่นเขา ทริปนี้ขอพาคุณกวาดลอนดอนรวบรัดในสามวันไปก่อนด้วยสถานที่มิควรพลาดดังต่อไปนี้

British Museium (Tube:Russell Sq.)

ถือเป็นอีกหนึ่งเจ้าหญิงที่ทั้งสวยทั้งฉลาดของลอนดอนที่นี่คือหนึ่งใน พิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดในโลก เทียบชั้นได้กับ Louver ของปารีส และ The Metropolitan ของนิวยอร์ค ปกติแล้วเขาไม่เก็บค่าเข้าแต่ถ้าใช้บริการทัวร์ ก็จะได้ทั้งความรู้และประหยัดเวลา เพราะเพียงแค่ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น ค่าไกด์แปดปอนด์บริการทัวร์มีทุกวันตอบสิบโมงครึ่ง
Buckingham Palace (Tube:St. James s Park)

ไฮไลท์ที่พลาดไม่ได้คือการเปลี่ยนเวรยามของราชองครักษ์ (Changing the Guard)ที่จะเริ่มประมาณ 11 โมงครึ่งถ้าจะให้ดีควรไปจองที่เล็งกันตั้งแต่ 10 โมงเช้านู่น อ้อ ถ้าเป็นช่วงสิงหาคม-กันยายนจะมีการเปิดให้เข้าชมภายในพระราชวังด้วย ค่าเข้าชมก็คนละ 13 ปอนด์

Big Ben, House of Parliament และ the London Eye (Tube:Westminster)

หอนาฬิกาและตึกรัฐสภา สถาปัตยกรรมโกธิคไม่กี่แห่งในลอนดอนที่อลังการสมคำร่ำลือ สัญลักษณ์ของประเทศอังกฤษที่ไม่ควรพลาดด้วย ประการทั้งปวง ส่วน London Eye ที่หน้าตาเหมือนชิงช้าสวรรค์ขนาดยักษ์ เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อไม่กี่ปีมานี่เอง แต่ฮิตมากๆในหมู่นักท่องเที่ยว ถ้าให้ดีน่าจะไปช่วงก่อนเที่ยวเพราะนักท่องเที่ยวเยอะมากกก…ต้องต่อแถวกัน ยาวเหยียดค่าขึ้น London Eye อยู่ที่ 12.50 ปอนด์ ใกล้ๆ กันยังมีแกลเลอรีอีกสองสามแห่งที่ดูเข้าท่าเข้าทางที่สุดคือ Dali Universe ซึ่งรวมผลงานของศิลปินชื่อก้องชาวสเปนอย่าง Salvador Dali

Tower Bridge,Tower of London (Tube:Tower Hill)
สะพานข้ามแม่น้ำเทมส์ที่มีหลายคนลงความเห็นว่าเป็นสะพาน ที่มีคนถ่ายรูปมากที่สุด ใกล้ๆ กันเป็นทาวเวอร์ ออฟลอนดอนซึ่งคนที่สนใจประวัติศาสตร์ คงถูกใจกับหอคอยทรมานมนุษย์ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีอดีตกษัตริย์ และราชินีหลายๆ พระองค์ถูกประหาร รวมถึงโอรสสองพระองค์ที่มีอายุเพียง 11 และ 13 พรรษาของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่สี่ ค่าเข้า 14.50 ปอนด์ขาดตัวถ้าอยากชมแบบได้เนื้อได้น้ำ ขอแนะนำให้ใช้บริการ Audio Tour จ่ายเพิ่มอีกสามปอนด์

National History Museum,Science Museum (Tube:S.Kensington)
ทั้งสองแห่งนี้คงถูกใจคนรักมิวเซียมแต่ใครที่ไม่นิยมการเดินชมพิพิธภัณฑ์ รับรองว่าคุณต้องเปลี่ยนใจแถวทั้งสองที่ฟรีค่าเข้าชมอีกต่างหากทั้งยังอยู่ ใกล้ ๆ กันอ้อยอิ่งได้หนึ่งวันเต็มๆ เพราะทุกเรื่องราวชมเพลินจริง ๆ
Original London Walks
สำหรับคนที่ขี้เกียจแพลนเส้นทางเองหรือไม่มีเวลา สามารถไปร่วมเดินชมเมืองได้กับทัวร์ต่าง ๆ สำหรับนักท่องเที่ยว มีหลากหลายเส้นทางให้เลือก แล้วแต่ความสนใจ เช่น ทริปลิตเติ้ลเวนิส   ทริปตามรอยเท้า แจ็ค เดอะ ริปเปอร์ หรือ ทริปผับวอล์ก ไม่ต้องวุ่นวายจอง แค่ไปตามเวลาและสถานที่นัดหมายเท่านั้น สามารถหาข้อมูลได้ที่ http://www.walks.com/ หรือแผ่นพับตามสนามบินและสถานีรถไฟใหญ่ๆ ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงต่อทริป เหมาะสำหรับคนชอบเดิน
ช็อปปิ้ง


ทุกครั้งที่ควักกระเป๋าจ่ายอะไรในลอนดอน คุณอาจเกิดอาการน้ำตาตกเล็กน้อยเพราะที่นี่ขึ้นชื่ออยู่แล้วเรื่องของแพงไม่ เป็นสองรองใคร แต่มาถึงที่แล้วก็ต้องถึงไหนถึงกัน ไปช็อปกันเลยดีกว่า

Oxford Street,Regent Street (Tube:Bond St.)
ถนนช็อปปิ้งตลอดทั้งสาย มีร้านรวงให้เดินเข้าออกไม่หวาดไม่ไหว ทั้งร้านซีดี หนังสือ เสื้อผ้า รวมถึงร้านของเล่น ที่ว่าเจ๋งที่สุดในโลกอย่าง Hamleys ที่มีของเล่นให้เลือกกว่า 50,000 ชิ้น Soho,China Tower (Tube:Tottenham Court Rd.) แหล่งโปรดของสาวจอมซนที่สนใจชื้อของฝากจากเซ็กซ์ซ็อป และของอร่อยถูกปากราคาไม่แพง โดยเฉพาะคุณๆ ที่ไม่โปรดปรานอาหารฝรั่ง สามารถเลือกหม่ำทั้งอาหารไทย จีน ที่รสชาติประหนึ่งอยู่เมืองไทย เพราะมีทุกอย่างตั้งแต่ข้าวสาร สะตอ กะปิ น้ำปา และแม้แต่ทุเรียน
Harrods (Tube:Knightsbridge)
ห้างหรูอันดับหนึ่งของลอนดอนนอกจากคนชอบกินจะหลงรัก Food Court ของนี่แล้วอย่าลืมสำรวจห้องน้ำเขาด้วยละ
Car Booth Sales
อาจจะต้องยืดวันกลับหน่อย เพราะที่นี่เปิดเฉพาะวันอาทิตย์ ของที่เอามาเปิดท้ายรถขายส่วนใหญ่จะเป็นของที่คนอยากโละออกจากบ้านจึงมีหลาก หลายประเภทและถูกสุด ๆ งานนี้ตาดีได้ตาร้ายเสีย
Charity Shop
ถ้าคุณไม่รังเกียจของมือสองที่บริจาคมาที่นี่คือสวรรค์ของคนชอบของถูกโดยมาก จะอยู่ตามเมืองเล็ก ๆ มีของทุกอย่างตั้งแต่เสื้อผ้า ชุดชั้นใน เครื่องแก้ว หนังสือ ถูกเหลือเชื่อ
Don t Miss
มาเยือนเมืองไทยต้องกินต้มยำกุ้งฉันใด ไปอังกฤษต้องได้กินฟิชแอนด์ชิพส์ฉันนั้น อร่อยอย่าบอกใครใครที่เคยลิ้มรสเมนูนี้ที่เมืองไทยรับรองได้ว่าต้นตำรับไม่ เหมือนกับที่ขายในบ้านเราแน่ สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้โดยเด็ดขาดไม่ว่าคุณจะไปลอนดอนฤดูใดก็ตามก็คือเสื้อ ผ้าสำหรับอากาศร้อน หนาว ฝน เพระอย่าลืมว่าอังกฤษนั่นก็คือ เกาะดี ๆ นี่เอง อากาศเลยแปรปรวนตลอดเวลา แม้แต่คนอังกฤษเองยังบอกว่าเขามีสามฤดูในหนึ่งวันก่อนออกไปไหนควรเช็ค พยากรณ์
อากาศล่วงหน้า ที่นี่เขาอัพเดทกันทุกชั่วโมง
ถ้ามีเวลาอย่าลืมไปนั่งละเอียดชาเสพย์บรรยากาศให้สบายอารมณ์สมกับอยู่อังกฤษ คนอังกฤษถือว่าชาไม่ใช่เป็นเพียงแค่เครื่องดื่ม แต่เป็นวัฒนธรรมในการใช้ชีวิต คนอังกฤษบริโภคชามากที่สุดในโลก เฉลี่ยประมาณคนละห้าแก้วต่อวัน ถ้าไม่รู้จะดื่มชาอะไร ลองเอิรล์เกรย์สุดคลาสสิค ชารสละมุนกรุ่นกลิ่นเบอร์กาม็อต ที่ดื่มได้ทั้งร้อนและเย็น
อีกหนึ่งวัฒนธรรม อังกฤษที่ห้ามพลาดคือผับ ที่บ้านเขาต่างกับบ้านเราตรงที่มีผับอยู่ทั่วทุกหัวระแหง เด็ก ๆ สามารถเข้าไปแวะเข้าไปจิบน้ำส้มได้ด้วยเป็นที่นิยมของทุกคนในครอบครัว และเป็นที่เดียวที่คุณสามารถเริ่มต้นคุยกับคนแปลกหน้าโต๊ะข้าง ๆ ได้อย่างไม่เคอะเขิน ถ้าไปเที่ยวคนเดียวอย่าลืมพกสมุดบันทึกหรือโปสต์การ์ดที่จะส่งหาเพื่อนไป เขียนกันเก้อ แต่บอกไว้ก่อนว่าผับที่นี่เขาเปิดถึงห้าทุ่มเท่านั้น

สนใจ ทัวร์ต่างประเทศ เชิญได้ที่ etravelway